Professional Consultants: Challenges and Opportunities Working as a Consultant (end) March 4, 2009
Posted by iampampam in Uncategorized.9 comments
โอ้ย ดีใจมีคนแอบติดตาม blog ลับเราด้วยแฮะ งี้เด่วรีบ up ต่อให้จบเลยหละกัน 555
อืม งวดที่แล้วพลาดไป 1 อัน ประการที่ 3 take actions ถ้ายังจำกันได้อยู่นะ อันนี้เนี่ยเขามีวิธีฝึกด้วย (พอดีพึ่งจะจำได้ 55) ก็คือ เวลาไปกินข้าวในร้านอาหาร ให้ทำ linear scan 1 รอบกับเมนูอาหาร กวาดตาซะให้เรียบร้อย หลังจากนั้นสั่งเลย !!!! นี่แหละวิธีฝึก Take actions เจ๋งมะ 555
มาต่อกันที่ประการที่ 7 Manage Your Energy อันนี้เราว่าสำคัญเหมือนกันนะ ในการจัดการกับถัง E ในชีวิตของเราเนี่ย ถ้าทำงานหนักไป ชีวิตก็จะเหมือนศพเดินได้ productivity ก็ไม่ดี แถมยังบั่นทอนสุขภาพอีก เขาบอกไว้ว่า 1 สัปดาห์เนี่ย ไม่ควรทำงานเกิน 60 hr/wk!!! ถ้าคิดง่าย ๆ คือ 12 hr ต่อวัน “- – (ถ้าที่ไหนทำมากกว่านี้ตลอดเวลาก็ลาออกไปเถอะ 555) แต่เขาก็บอกนะว่าเออ ถ้าเจอแบบวิกฤติชีวิตจริง ๆ ก็โอเค เกินได้ แต่โดยปกติเนี่ยไม่ควรจะเกิน แล้วเขาก็ยังแนะนำวิธีเพิ่มพลังงานตัวเองด้วยนะ ซึ่งก็คือการออกกำลังกาย!!! อันนี้เห็นด้วยอย่างแรง เพราะตอนนั้นทำ thesis แบบว่าเหนื่อยมาก แทบจะเป็นศพอยู่แร้ว ก็เลยเปลี่ยนแผน สละเวลาชีวิตวันละ 1 ชั่วโมงไปวิ่ง ๆ บนลู่วิ่ง ก็อืม…ดีแฮะ มันกระตุ้นให้เลือดสูบฉีดได้ดี ทำให้เราสามารถทำงานตอนกลางคืนจนเลยเที่ยงคืนได้แล้ว
ซึ่งปกติจะเป็น Early Bird อ่านะ นอนเร็วตลอดดด 555 นอกจากนี้ก็คือควรจะมีงานอดิเรกด้วย แบบผ่อนคลาย ถ่ายรูป ปลูกต้นไม้ บลาๆ ซึ่งทุกคนก็ทำอยู่แร้วป่ะ อันนี้ไม่บอกก็คงจะทำอยู่แร้ว และก็ให้คิดถึงเรื่องอาหารการกินด้วย เพราะว่าถ้ากินมาก แรงก็หมด “- – หรือกินอาหารแย่ ๆ แรงก็หมดยาวได้เช่นกานนน 555 เอาเหอะ กินตามอยากก็โอเคแหละ เราว่านะ
ประการที่ 8 Clear Job Description!!! อันนี้นี่ เอิ่ม…… จะได้หรอออ เหอๆๆ ชีวิตที่เจออยู่ทุกวันก็ทำไม่ได้นะเนี่ยอันนี้ 555 เอาที่เขาแนะนำมาหละกัน เขาบอกว่า Job Description ที่ดีเนี่ยไม่ใช่ Job Description ที่ละเอียดหรอกนะ แต่ต้องเป็นอันที่บอกได้ชัดเจน บอกเขาให้ชัดว่าอะไรที่คุณจะทำให้เขา (Tell them what you want to deliver) … แปลกดีแฮะ แล้วเขาก็บอกมาแหละว่าเออในชีวิตจริงมันก็อยากอยู่ แต่จะทำยังไงดีหละให้สามารถได้ Clear Job Description มา คำตอบก็คือ…. ถามซิ !! ตื้อ ๆ ถาม ๆ ไปซะ ถ้าหมดปัญญาก็มีอีกวิธีนึง ซึ่งเราก็ชอบใช้อยู่ ก็คือ เขียนไปเลยว่าคุณคิดยังไง แล้วก็ส่งไปให้ supervisor หรือ user ดูว่าโอเค หรือไม่โอเค นั่นก็คือให้เขาเลือกว่าเอาหรือไม่เอานั่นเอง… (แต่สุดท้าย พวกนี้มันเลือกไปมันก็เปลี่ยนได้อ่านะ… เฮ้ออออ แย่จริง!!!) และอีกอันนึงเป็นคำแนะนำไม่เกี่ยวกับข้อนี้หรอก แต่โดนใจมากมาย ก็คือ… เขาบอกว่าให้เราเซตความคาดหวังของผู้ใช้เนี่ยให้ต่ำกว่าสิ่งที่เราจะทำได้
(Set Expectation Lower than You can Deliver) อันนี้โดนใจมาก ชอบทำประจำ 555
ประการที่ 9 Be Prepared ก็ต้องเตรียมตัวสำหรับทุกอย่าง (ตอนนี้เขาเริ่มเร่งแระ เวลาจะหมด 555) ถ้าจะเข้าประชุมก็ต้องเตรียมคำถามเตรียมดูเนื้อหา เตรียมโน้นนี่ไว้ให้พร้อม ส่วนถ้ามีคนถามว่า เตรียมนานเท่าไรดีถ้าเราจะเข้าไปประชุม!! เขาบอกว่า 10 นาทีก็พอ O_o ….อึ้งไปเลย เหอ ๆๆๆๆ
ประการสุดท้าย ประการที่…10 Credibility (in long run) อันนี้เขาเล่าเป็นเรื่องเลยแหละ จริงๆ ทุกคนก็คงพยายามจะทำตรงนี้อยู่แล้ว เพียงแค่ส่งงานตรงเวลา ทำครบตาม req บลาๆ ก็โอเคใช่มะ แต่ที่เขายกตัวอย่างเล่าให้ฟังเนี่ยก็คือในกรณีถ้าเราเมพมาก จนมีบริษัทอื่นมาดึงตัว คุณจะทำอย่างไร!! ข้อแรก ลาออกโดยทันที ข้อที่สอง บอกบริษัทเก่าของตัวเองแล้วดักดานต่อไป ข้อสามบอกบริษัทเก่าตัวเองแล้วก็ลาออกหลังจากโปรเจคหรืองานที่ตัวเองรับผิดชอบเสร็จ และบอกให้บริษัทที่มาดึงตัวเรารอ… คำตอบก็คือ… ข้อสามมมม 555 คงเดาได้ไม่ยากหรอก เราว่าพวกเราก็คงจะทำแบบนี้อยู่แล้ว เขาบอกว่าถ้าบริษัทอยากได้ตัวเราไปทำงานจริงเนี่ย เขาต้องรอได้ และการที่เรารับผิดชอบกับบริษัทเก่าเนี่ย อนาคตข้างหน้า เราอาจจะได้ร่วมงานหรือจะอะไรต่อก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าพยายามทำลายชื่อเสียงตัวเองนะจ๊ะ
วันนี้พอแค่นี้ก่อนแหละ รีบๆ มา up จะได้จบ ซะที ช่วงนี้งานเข้ามหาศาลเหนื่อยท้อ ท้อเหนื่อย เฮ้อออ บ่นไปก็มะมีคนช่วย เซ็งอ่ะ
Professional Consultants: Challenges and Opportunities Working as a Consultant (3) February 17, 2009
Posted by iampampam in Uncategorized.4 comments
หลังจากประการที่ 0 และ 1 ที่เนื้อหาค่อนข้างเยอะหน่อยก็มาว่ากันต่อที่ประการต่อ ๆ ไปหละกัน หลังจากนี้อาจจะเนื้อหาไม่เยอะมากเนื่องจากไอ่ฝรั่งมันขายของนานไปหน่อยเลยเหลือเวลาพูดน้อย 555 มาว่าโดยสรุปต่อไปหละกาน
ประการที่ 2 Create a Code of Honor ข้อนี้คืออะไร จริง ๆ แล้วข้อนี้ก็เหมือนกับตั้งกฎในการทำงานของเราซึ่งแต่ละคน แต่ละทีม แต่ละองค์กร แต่ละวัฒนธรรม ก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งทุกคนเนี่ยจำเป็นต้องเคารพกฎและปฏิบัติตาม พูดอย่างนี้อาจจะอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ลองยกตัวอย่างดีกว่า อย่างเช่นมีอยู่คนนึงเขาบอกมาว่า Say what you mean; Mean what you say. ซึ่งพูดให้ง่าย ๆ ก็คือพูดตรงไปตรงมานั่นเอง หรืออาจจะง่ายกว่านั้น เช่น Deliver on time คือทำงานให้ตรงเวลา ซึ่งกฎต่าง ๆ เหล่านี้เนี่ยจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเรา อย่างเช่นถ้าเราส่งงานตรงเวลาตลอด ทุกคนก็จะเชื่อมือ เชื่อมั่นเรามากขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าเรามั่วแต่อู้ ทำงานเลท ส่งงานช้า ความน่าเชื่อถือของเราก็จะลดลง ลดลง ลดลง.. นอกจากจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับตัวเราเองได้เนี่ย ยังจะช่วยให้เรามีความมั่นใจในการทำงานมากยิ่งขึ้นด้วย … แต่… แต่ถ้าคนในทีมหรือในองค์กรเราแหกกฎต่าง ๆ เหล่านี้หละ เราควรจะทำอย่างไร !?@# ในใจเราคิดคำตอบไว้แร้ว ประณาม!!! ประณามเท่าน้านนนน 555 ผิดสนิทเลยคำตอบนี้ เขาบอกว่า ถ้ามีคนเกิดแหกกฎเราควรจะเข้าไปช่วยเขา ถามว่ามีอะไรหรือเปล่าทำไมถึงทำตามกฎไม่ได้ พูดง่าย ๆ ก็ช่วยมานให้ทำตามกฎให้ได้ก็นั่นแหละ … แปลกดีเนอะ
ซึ่งเขาก็ถามต่อว่าแล้วจะทำอย่างไรให้ระลึกถึงกฎต่าง ๆ เหล่านี้ได้หละ.. คำตอบก็คือ Screensaver!!!!! (เทคนิคนี้เหมือนของ อ.แอน เลยแฮะ…. Ann! Where are you? Keep working now!!!
)
ประการที่ 3 Take Action; Take Initiative ข้อนี้ไม่มีอะไรเลย แค่จะบอกว่าคิดไรได้ก็จงทำมันซะ!!! อย่ากลัวที่จะพลาด (Dare to learn from mistakes) เพราะว่า Life Rewards Action เท่าน้านนนน (แปลว่าไรไปแปลกันเองเขียนเป็นภาษาไทยไม่ออก 555)
ประการที่ 4 Be Open ข้อนี้ก็ดีเหมือนกันนะ เขาบอกว่าเราเนี่ยควรจะเปิดรับฟัง feedback และข้อติชมของคนอื่น ๆ ตลอดเวลา เวลาเขาพยายามจะบอกอะไรเรา เราก็แค่ Just Stop and Listen!! และนำ feedback ต่าง ๆ มาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น
ซึ่งนอกจากนี้เขาก็ยังบอกว่าในการทำงานเนี่ยถ้าเราเปิดใจรับฟังคนอื่นให้เยอะ ทางเลือกในการแก้ปัญหาหรืออะไรก็จะมีเยอะขึ้น (More alternative will be shown up.) อันนี้ก็เห็นด้วยนะ แต่ปกติคนไทยก็จะเน้นเงียบ แร้วไปซุบซิบ ๆ นินทาเอาทีหลังดีกว่า … สรุป ดูท่าจะไม่ Work กับคนไทยนะข้อนี้ 555 อ่อ นอกจากนี้ เขายังปาประโยคสวยหรูมาให้อีก (อีตานี่ชอบพูดสำบัดสำนวนมากมาย) Open to something new can get breakthrough. (มันดูไม่ค่อยเป็นประโยคเท่าไรนะ แต่แปลออกกันใช่มะ 555) อันนี้ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง จริง ๆ ถ้าเทียบเคียงกับการ research ก็จะเห็น ๆ เลยว่าพวกเราก็ทำงานต่อจากงานชาวบ้านทั้งนั้น ถ้าเราไม่เปิดรับ หรือศึกษาความคิดชาวบ้าน เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสร้างสิ่งใหม่ ๆ เจ๋ง ๆ ได้ หรือจะใช้ศัพท์ Google ก็คือ Stand on the shoulders of giants.
ประการที่ 5 Ask Questions! อันนี้เนี่ยเขาบอกเรยว่าสุดยอดปัญหาของคนไทย คนไทยไม่ถาม ไม่ว่าจะดีเลวอย่างไรก็จะไม่ถาม เขาบอกว่าถ้าคุณฟังแล้วคิดตามเนี่ยเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะไม่มีคำถาม อย่าไปกลัวว่าคำถามเราจะเห่ย (Questions will be never stupid.) อย่าไปกลัว จงคิดว่าถ้าเราสงสัยและอยากถามคำถามที่เราไม่เข้าใจ จงคิดไว้ว่าเพื่อน ๆ 80% ที่นั่งฟังด้วยมานก็งงเหมือนกัน ถ้าเราถามไปเราจะเป็นฮีโร่ช่วยให้พวก 80% ที่เหลือเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้เขาก็ยังแนะนำว่าเราควรจะถาม ถามไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้าใจอย่างถ่องแท้
(ถ้าถามคนไทยขนาดนี้นะ ได้มีวางมวยกันแหง ๆ 555)
ประการที่ 6 Join Professional Organizations อันนี้โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับคนไทยยังไงก็มะรู้ เราไม่ค่อยมี Professional Organization มากมาเท่าไหร่…… เอ๊ะ รู้นะหลายคนคงกำลังงง ไอ้ Professional Organization คืออารายยยยย 555 อยากจะบอกว่าพยายามนั่งฟังมานพูด มานก็ไม่ได้บอกชัด ๆ ว่าคืออะไร ไว้รอมีนหรือเพด มาช่วยตอบแล้วกัน เราก็งง ๆ เหมือนกับว่ามันเป็นองค์กรกลางที่เราเข้าไปร่วมฟังร่วมวงสนทนา แลกเปลี่ยนความคิด ร่วมสัมมนา เพื่อ update new trend ในสายงานนั้น ๆ และยังเอาไว้เพิ่มความรู้และสร้าง Connection กับคนที่อยู่สายงานเดียวกัน เผื่อเวลามีปัญหาหรืออะไรจะได้ปรึกษาได้ >< ในไทยจะมีหรอออ แต่เขาก็แนะนำมา 3 ที่นะ ยังไม่ได้เข้าไปดูเลย เหมือนว่าบางที่อยู่ในไทย ใครว่างก็ลองเข้าไปดูกันเองแล้วกัน
www.pmithai.org —> Project Management Institute
www.bniuniversal.com —> Public Speaking
www.toastmasters.org —> Business Networking International
สำหรับเหล่า geeks คงต้อง BarCamp มั้ง >< อยากรู้ปรึกษาเคี้ยง 555
วันนี้พอแค่นี้ก่อนแระ เหลืออีก 4 ข้อจะรีบมา up อย่างรวดเร็วหละกาน
ป.ล. comment กันหน่อยน้า ห้ามแอบอ่านฟรีไม่ ment
Professional Consultants: Challeges and Opportunities Working as a Consultant (2) February 15, 2009
Posted by iampampam in Uncategorized.3 comments
เนื่องจากเสียงเรียกร้องจากพี่ปิงว่าอยากจาอ่านข้ออื่น ๆ ต่อจังเลย ก็จัดให้ครับ แต่ก็ขอกั๊ก ๆ เล็กน้อยตามสไตล์ 555
มาว่ากันต่อที่เคล็ดลับประการที่ 1 Become a leader ในหัวข้อนี้จริง ๆ แล้วก็ต่อจากหัวข้อที่แล้วแหละ เขาก็จะเน้นย้ำว่า leadership กับ management เนี่ย มันคนละเรื่องกัน การที่คนสามารถจัดการชี้นิ้วสั่งให้คนโน้นทำโน้นนี่เนี่ย ไม่ใช่ว่าเขามีคุณลักษณะ leadership อันนั้นมันแค่ management แต่คนที่จะเป็น leader เนี่ยจะต้องรู้ว่าเราจะมุ่งหน้าไปทางไหน (Where we want to go.) หรือจะพูดง่าย ๆ ก็คือต้องมีวิสัยทัศน์ (Vision) นั่นเอง และอีกอย่างนึงก็สำคัญไม่แพ้กันก็คือต้องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ (Inspire others) ซึ่งรวมไปถึงผู้ร่วมงานและลูกค้า ทำในสิ่งที่เราคิดไว้ หรือก็คือเดินไปในจุดมุ่งหมายที่เราวางไว้นั้นเอง เขาบอกว่า leadership เนี่ยเป็นศิลปะในการจูงใจคนอื่นให้ทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ หรือเราอยากจะให้เขาทำ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับงานในสายของ consult คุณลักษณะนี้สำคัญมากเลยนะ เพราะมันเหมือนกับว่าตอนนี้ลูกค้ากำลังหลงป่าอยู่ แล้วเราจะต้องพาเขาออกจากป่านั้นให้ได้ ในบางครั้งเราก็ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ไกลพอ ต้องรู้ให้ได้ว่าปลายทางที่จะไปคืออะไร แล้วก็พยายามนำลูกค้าและเพื่อนร่วมงานเดินไปพร้อม ๆ กันให้ไปถึงปลายทางได้ทันเวลา ซึ่งในจุดนี้เราว่ามันก็คล้าย ๆ กับตอนทำวิจัยอ่านะ ถ้าใครเคยทำก็พอจะเข้าใจแหละ (จิงป่ะพี่ปิง
) ซึ่งในประเด็นนี้เนี่ยก็มีคนตั้งคำถามน่าสนใจอยู่หลายอันเหมือนกัน เช่น
คนที่จะมีลักษณะเป็น leadership เนี่ยต้อง born to be หรือเปล่าค้าาาาาาา คำตอบก็คือ misconception!! นั่นก็คือเข้าใจผิดนั่นแหละ อาจจะจริงอยู่ที่หลายคนมีสถานการณ์บีบบังคับให้ตัวเองต้องมี leadership (ซึ่งโดยส่วนใหญ่ต้องแบบสถานการณ์แย่ ๆ อ่านะ ลองคิดดูแล้วกันก็จะพอรู้ว่า จริง!!!) แต่คุณลักษณะ leadership เนี่ยมันฝึกกันได้ อย่างแรกต้องช่างฝันเสียก่อน (Dreaming) ฝันว่าจะทำอะไร ฝันว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ซึ่งมันก็เหมือนกับการฝึกให้ตัวเองมีวิสัยทัศน์นั่นแหละ … แล้วเขาก็ถามมาว่าคุณเคยคิดหรือเปล่าว่าอีก 10 ปีข้างหน้าคุณจะเป็นอะไร O_o?!@#$…. ซึ่งไอ้การนั่งฝัน ๆ เนี่ยมันก็จะเป็นเหมือนกับการกำหนดว่าเราจะไปทางไหน จากนั้นก็ focus it ตั้งใจที่จะทำฝันนั้นให้เป็นจริง จากนั้นคุณก็จะกลายเป็น leader แล้วแหละถ้าคุณทำสำเร็จ
ถ้าคุณทำสำเร็จ….
คำถามต่อมา.. Leadership VS Thai culture!!! คนถามก็ถามประมาณว่า เอดิฉันอยากทราบว่าในวัฒนธรรมการทำงานแบบไทย ๆ แบบเอเชี่ยนเนี่ย คนที่แสดงตัวมาก ๆ มานก็มะค่อยจาดีนะค่ะ แล้วควรจะทำอย่างไรค่ะ…. ประเด็นนี้ชอบคำตอบมากมาย เขาบอกว่าเขาเข้าใจจริง ๆ ว่านี่เป็นวัฒนธรรมของพวกคุณแต่คุณก็ควรจะทำในสิ่งที่ควรจะทำ ควรจะนำพาองค์กรหรือทีมงานไปสู่สิ่งที่ถูกต้อง ถ้าโปรเจคเมเนเจอร์ว่าซ้าย แต่เราว่าขวาก็ต้องคุยกัน แต่ถ้าคุยไม่รู้เรื่องจริง ๆ เขาไม่ฟังเราเลยคุณก็ควรจะลาออก!!!!!!!!! >< จบข่าว… ป.ล. เพดรู้เปล่าว่าเขากำลังบอกว่าเพดหนะควรจะลาออก (ใครเห็นด้วยช่วยเม้นท์ 555)
ประการที่ 2 Create a code of honor … ไว้ต่อวันพรุ่งนี้นะครับ
ป.ล. สำหรับใครที่มีความเห็นในเรื่องนี้ก็สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นของคุณได้นะครับ
Professional Consultants: Challeges and Opportunities Working as a Consultant (1) February 14, 2009
Posted by iampampam in Uncategorized.4 comments
วันพฤหัสที่ผ่านมาได้ไปอู้ ฟังสัมมนาเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทที่ปรึกษาสำหรับ IT หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ IT consultant นั่นเอง ในวันนั้นคนพูดเขาก็อารมณ์คนประสบความสำเร็จในสายงานนี้ เคยทำโน้นนี่ ๆ มากมาย แร้วก็จะมาแชร์ประสบการณ์และเคล็ดลับในการเป็น consult ที่ประสบความสำเร็จ โดยสรุปก็ดีนะ ฝรั่งคนนี้พูดรู้เรื่องดีแร้วก็พูดไม่เร็วมาก ก็เลยฟังสบายหน่อย ส่วนเนื้อหานี่ขอบอกว่าแน่นอยู่ ฟังแล้วก็คุ้มและรู้สึกว่าน่าจะเอามาใช้ประโยชน์ได้ทันที
ไม่งั้นคงไปเสียเที่ยวแน่ ๆ เล่นอยู่ซะไกลเชียว (SWPark แหนะ) ยังไงก็จะลองมาแชร์ประสบการณ์ในนี้ให้ดูหละกัน (นั่งว่าง ๆ ก็เลยจด lecture มาด้วยจะได้ไม่เหงามือ ><) เผื่อใครอยากจะไปเป็น consult หรือเป็น consult อยู่แล้วเจอปัญหาจะแก้ไขอย่างไร อยากจะเติบโตต้องทำอย่างไร
ก่อนอื่นอยากจะสารภาพว่าจำชื่อคนพูดไม่ได้ เนื่องจากว่าตอนเข้าไปก็พอดีเวลาเป๊ะ ๆ แบบกำลังหอบอยู่สติยังไม่เข้าสู่ร่าง ไอ้ที่เกือบจะเลทเนี่ยก็เพราะว่าหลงทางวนรถอยู่รอบนึง “- – แร้วแถมที่จอดรถกับตึก SWPark ก็ไกลลลซะเหลือเกิน แดดก็ร๊อนร้อน เฮ้อ เอาเถอะเข้าเรื่อง เขาก็ให้เคล็ดลับในการเป็น consult อยู่ 10 ประการ (จริง ๆ นับได้ว่ามี 11 นะ)
ประการที่ 0 Grow (เราจาโต๊ เราจาโต) เขาว่าถ้าเราจะโตในสายงาน consult เนี่ยจะต้องมี skills ที่เก่ง ๆ อยู่ 3 อย่างด้วยกัน อย่างแรกก็คือ Technical Skill ก็อย่างเช่น Programming เก่งเมพ จัดการ Database ขั้นบระเจ้า อะไรประมาณนั้น ก็จะช่วยให้เราสามารถทำงานที่ปรึกษาได้เป็นอย่างดี (อันนี้มันก็แหงอ่านะ ถ้าเขียนบ้าไรไม่เป็นแร้วจะมาทำ IT Consult ก็คงจะลำบากอยู่) ทักษะต่อมาก็คือ Soft Skill ทักษะอ่อน ๆ อันนี้เนี่ยจะว่าไปไม่อ่อนอย่างที่คิด >< เพราะมันคือ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ทัศนคติที่ดี และความเป็นผู้นำ ซึ่ง Skills เหล่านี้เนี่ยบางคนอาจจะคิดว่าหมูมาก การสื่อสารมันก็ใช้กันประจำ แร้วจะต้องอะไรมากมายอีก แต่จะว่าไปจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่!! มันต้องสื่อสารอย่างสัมฤทธิ์ผล มันต้องจูงใจคนฟัง จูงใจลูกค้าให้คล้อยตามเราให้ได้ ราวกับต้องมนต์สะกด และการทำงานเป็นทีมเนี่ย (ซึ่งคนไทยไม่ค่อยจะถนัด) ก็ยิ่งยากใหญ่ ต่อมาก็พวกทัศนคติที่ดี (Positive thinking) อันนี้ก็คงรู้อยู่แล้วมั้ง ข้าม… ต่อมาก็ทักษะการเป็นผู้นำ มาฟังบรรยายครั้งนี้ก็พึ่งจะรู้ว่า Leadership ที่เราเคยคิดเคยเข้าใจเนี่ยค่อนข้างผิด จริง ๆ แล้วมันคือ ทักษะในการที่กำหนดเป้าหมายให้ได้แล้วก็นำพาตัวเองไปให้ถึงจุดนั้น ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงการนำคนอื่นด้วยก็ได้ แต่หัวใจก็คือ ต้องนำตัวเองให้ได้ก่อนนั่นแหละถึงจะนำคนอื่นได้ ซึ่งอันนี้พอฟังก็เออเข้าใจนะ ว่ามันจำเป็นและคงต้องฝึกกันต่อไป การจะนำตัวเองให้ทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จได้เนี่ยมันต้องการกำลังกายและใจเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าใครเคยทำวิจัยก็คงจะรู้ว่ามันเหนื่อยสุด ๆ จริง ๆ และต้องพยายามนำตัวเองไปให้ได้ภายใต้ความมืดมน และพอตอนทำงาน มันก็เหมือนกันมันก็ต้องนำพาตัวเอง ให้ทำงาน ให้รับผิดชอบงาน ให้ทำอย่างไรก็ได้ให้งานมันเสร็จทันเวลาและคุณภาพดี … (โอเค พอเข้าใจอย่างนี้ก็ดี จะได้ฝึกได้ถูก ๆ 555) และทักษะต่อมาที่สำคัญก็คือ Business Skill จริง ๆ แล้วเข้าใจว่าเขาพูดประมาณว่าต้องเข้าใจหลักการสำคัญ ๆ ของงานที่จะไป consult เช่น ไป consult ระบบบัญชี มันก็ต้องรู้เรื่องบัญชีสักนิดนึง หรือระบบอื่น ๆ มันก็ต้องเข้าใจหลักการของระบบนั้น ๆ ก่อนถึงจะไป consult เขาได้ (อันนี้เห็นด้วยอย่างแรง!!!) โดยสรุป 3 skills เนี่ยเขาว่า อันที่ 2 Soft Skill เนี่ย Very Needed 555 ก็คงรู้กันว่าพวกเหล่า geeks ทั้งหลายมี Soft Skill ที่ย่ำแย่แค่ไหน
อิอิ วันนี้กั๊กไว้แค่นี้ก่อนแระ ไว้วันอื่น ๆ จะค่อย ๆ มา up ให้ครบ เผื่อไว้อ่านเตือนใจตัวเองด้วย และให้คนอื่นมานั่งอ่านเล่น (ถ้ามีคนหลงผิดเข้ามาอ่านนะ)
ป.ล. วันนี้อนาถใจในความโง่ของตัวเอง ส่งเมล์บ้าไรก็ไม่รู้ไปตอบมหาลัยที่เมกา สิ้นคิดจริง ๆ ><
กลับสู่ชีวิตจริง… February 7, 2009
Posted by iampampam in Uncategorized.add a comment
หลังจากที่ต้องไปทำงานที่ไม่รู้ทำเพื่ออะไร และเพื่อใคร… อยู่สัก 2 อาทิตย์กว่า ๆ ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานและความเบื่อแบบซังกะตายอยู่ได้สักพัก ตอนนี้ก็ต้องกลับมาสู่โหมดงานหลัก ซึ่งก็เร่งมาซะเหลือเกินจนอยากจะแยกร่างทำ… แต่ก็ต้องใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ทำไป ไม่งั้นถ้าเร่งแล้วสะดุดขาตัวเองก็จะเซ็งมิใช่น้อย… แต่งานหลักที่ทำอยู่มันเริ่มเหมือนย้อนภาพงานที่ทำตอนฝึกงานยังไงก็ไม่รู้… ภาพของงานที่ programmer ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่โดยที่ขาดความร่วมมืออย่างเหมาะสมจากผู้ใช้และคนที่รู้เรื่องงาน สุดท้ายงานที่ออกมาก็มักจะล้มเหลว เนื่องจากจะได้งานในสิ่งที่ไม่อยากได้ออกมา วันก่อนได้คุยกับเพชร เพชรก็ได้เล่ามาว่าคนอื่น (เคี้ยง) ก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เช่นกัน สุดท้าย programmer ก็จะกลายเป็น “หมา” โดยปริยาย เนื่องจากงานที่ได้ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ แล้วผู้ใช้ก็จะมาโวยวายตอนทุกอย่างมันสายไปเสียแล้ว… งานนี้เราว่าเราก็คงจะกลายเป็น “หมา” ไม่ต่างกัน “- – ก็เอาเถอะ งาน software มันต้องเกิดจากการร่วมมือของทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายนึงทุ่มเท อีกฝ่ายหนึ่งเมินเฉย มันจะสำเร็จได้อย่างไร? ก็ไม่รู้เหมือนกัน จะพูดไปก็เหมือนบ่น ๆ แต่มันก็แค่ตรงกับประสบการณ์ของตัวเอง ซึ่งก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไรตอนฝึกงาน แล้วตอนนี้มันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม … แต่งานนี้เราใช้ความพยายามมากกว่าใช้เทคนิคทุกอย่างที่เคยเรียนรู้มาในการกล่อม user และคนอื่น ๆ ที่พอจะรู้ requirement แต่สุดท้ายมันก็เหมือนกับ… ทำในสิ่งที่เราอยากทำแต่ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากให้ทำอยู่ดี >< เฮ้ออออ เราว่าเราคงจะไม่เหมาะกับงานสายนี้จริง ๆ บ๊ายบายงานสายคอม เซ็งจริง ๆ >< ต้องหางานสายอื่นทำจะดีกว่า อย่างน้อยก็จะไม่มีภาพเดิม ๆ ย้อยซ้ำไป ซ้ำมา …..
ลาก่อนนนนนน งานคอม
สวัสดี
-แปม
Reunion Gr.P January 31, 2009
Posted by iampampam in Uncategorized.add a comment
นานแล้วซินะที่ไม่ได้เจอเพื่อนกรุ๊ป เมื่อวานก็มีนัด reunion โดยคุณช้าง ตอนแรกกะจะไม่ไปแระ เพราะมะวานเดือดมาก งานโคตรเร่ง (งานบ้าไรก็ไม่รู้ทำไปแล้วไม่เห็นเลยว่าจะได้อะไรตอบแทน “- – แต่ก็เอาเถอะถึก ๆ เสร็จไปแล้ว จากวันนี้มันก็คืออดีต…จบ ๆ ไปซะไอ้งานเวร!!) สรุปก็ไปเจอกันที่ร้านตักสุรา สาขาสะพานหัวช้าง… ขอบอกว่าร้านบ้าไรก็ไม่รู้ หายาก + อาหารช้า ไม่อร่อย และคนเยอะนรก “– — มันมีดีอะไรหรอ.. ใครรู้ช่วยบอกด้วยคร๊าบบบบ
ตอนเราไปถึงก็เลทแระ เลทไป เกือบ 2 ชั่วโมง “- – (เอาหนะงานพึ่งเสร็จก็รีบบึ่งไปนั่นแหละ เหอๆๆ) พอไปเจอเพื่อน ๆ ก็โอเคหน่อยเฮฮาตามประสาคนไม่ค่อยได้เจอกัน.. เฮฮาไปได้สักพักใหญ่ ๆ ก็มีอาหารมาส่ง แล้วก็ได้ยินใครก็ไม่รู้ว่านี่อาหารที่สั่งล๊อตแรก ตอนทุ่มนึง O_o เฮ้คุณนี่มันสองทุ่มกว่าแร้วนะเฟร้ย!!!! ก็เอาเหอะ มืด ๆ มองไรไม่ค่อยเห็นก็กิน ๆ เข้าปาย พอสามทุ่มกว่าๆ ก็มีอาหารมาส่งอีกล๊อต และตอนนี้แหละทุกคนก็เริ่มตระหนักว่า… ควรจะเปลี่ยนร้านกันดีมั๊ย ช้าขนาดนี้แล้วเมื่อไรจะอิ่ม >< ก็เลยเรียกคิดตังค์แล้วก็ไปร้องเกะต่อที่ century ก็โอเคนะเราว่าที่ใหญ่ดี แต่คนมันห่างไมค์มานาน ปกติก็ไม่ค่อยจะร้องอยู่แล้วไปนั่งฟังอย่างเดียว แล้วยี่งดึกก็ยิ่งมึน ก็กลายเป็นวันนั่งฟังเขาร้อง ก็ตลกดี ขำ ๆ จากนั้นก็ค่อยแยกย้ายกันตอน 5 ทุ่มกว่าๆ เราก็รับหน้าที่ไปส่งเหน่งกับแมน บ้านเหน่งเนี่ยอยู่ตรงจรัญ ไม่มีปัญหาเลยส่งสะดวก แต่บ้านแมนนี่ซิ!!!! ถนนมันเข้าไปไม่ถึง >< เข้าไปแบบในสวนมาก รถเราแปลงเป็น off-road ชั่วคราว วิ่งลุยสวนไปส่ง ลึกลับมากมาย พอส่งเสร็จ ก็เริ่มตระหนักได้ว่าตัวเองติดอยู่ใน maze จะหาทางออกไงดีวะ >< หลังจากงม ๆ ใช้ algo depth first search สักพักก็สามารถออกจาก maze ได้อย่างหวุดหวิด และกลับมาสลบที่บ้านตอนเที่ยงคืนก่าๆ ><
วันนี้บ่นแค่นี้พอแระ เหนื่อย พรุ่งนี้ต้องไปจัดงานที่อิมแพคอีก เฮ้ออออออ เวรกรรมจริงๆ
สวัสดีปีใหม่ คร๊าบบบ January 1, 2009
Posted by iampampam in Uncategorized.1 comment so far
แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันใหม่ของปีใหม่ แต่ในความรู้สึกของใครหลาย ๆ คนก็คงจะไม่แตกต่างไปจากเดิมนัก
ชีวิตการทำงานก็ยังคงวนเวียนไปกับกระแสงานที่ถาโถมมาอย่างไม่หยุดยั้ง
คนที่เรียนอยู่ก็คงจะเจอกับ thesis, test, quiz ต่าง ๆ มากมายตามแต่โชคชะตาฟ้าลิขิต
คนที่อยากจะเรียนต่อก็จะต้องพบกับเอกสารต่าง ๆ มากมายที่ต้องกรอกกันไม่หยุดไม่หย่อน
แต่สุดท้ายไม่ว่าใครจะทำอะไรก็ตามก็คงไม่อาจจะหลีกเลี่ยงกับปัญหาต่าง ๆ รอบตัวที่จะต้องเผชิญและฟันฝ่า
มันเป็นเกมส์ของชีวิตที่เราไม่อาจจะหยุดเล่นกลางคัน หรือจะรีสตาร์ทเริ่มเล่นใหม่ได้
และในบางครั้งก็อาจจะพบปัญหาที่ยิ่งใหญ่อันเป็นเสมือนกับทางแยก ที่ไม่ว่าจะเลือกทางใดไปก็จะเปลี่ยนแปลงชีวิตจากเดิมไปโดยสิ้นเชิง
เราเองก็เจอปัญหาที่ไม่แตกต่างจากนี้เช่นกัน
ไม่ว่าจะเลือกที่จะเรียนต่อในสาขาเดิม หรือเปลี่ยนสาขาใหม่ หรือเริ่มต้นชีวิตการทำงานเลย ก็จะส่งผลให้ชีวิตในอนาคตของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่มีโอกาสหวนกลับมา
แต่เราก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเดินมาบนทางเลือกสายนี้ บนสายทางที่จะเปลี่ยนสาขาการเรียน
ซึ่งเปรียบเสมือนการเดินทางที่ไม่รู้ว่าสุดทางเดินจะเป็นแสงสว่างหรือทางตัน
เดินต่อไปด้วยความหวัง ความฝัน ความศรัทธา และแรงบันดาลใจ
สำหรับปีใหม่นี้ ก็ขอให้เราได้เห็นแสงสว่างที่ปลายทาง ขอให้โชคชะตามีส่วนร่วมในการช่วยลิขิตอนาคตของเราด้วย และ…
ขอให้ทุกคนมีความสุขสวัสดีในปีใหม่นี้ทุก ๆ คน
วันเซ็งๆ กับ Database ขยะ December 23, 2008
Posted by iampampam in Uncategorized.7 comments
วันนี้แอบเซ็ง ทำงานแล้วต้องมาเจอกับขยะ ที่ถูกเรียกอย่างหรูหราว่า Database จริงๆ แล้วมันใช่ Database ที่ไหน “ขยะ” ชัดๆ แล้วเวลาการที่จะหาของออกจากขยะได้เนี่ย มันก็แสนจะลำบากยากเย็น มีที่ไหน ออกแบบ database ให้มี attribute เดียวกันอยู่ในหลายๆ table คุณครับ แล้วเวลาผมจะ query มาแล้วจะไปตรัสรู้ได้มัยว่ามันต้องไปเอาอันไหน โชคดีนะมีพี่ตั๊กใจดีคอยบอกให้ไม่งั้นเคืองมากกว่านี้อีก แล้วแถมชื่อ attribute บางตัวดันไม่สื่อใดๆ อีก data dic ก็ไม่มี พระเจ้า เรากำลังนั่งทำงานอยู่บนกองอะไรเนี่ย เซ็งโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย งานนี้นี่แม่ง แก้และเช็ดขี้ชาวบ้านอย่างเดียว เซ็งจริงๆ งานที่ควรจะทำจริงๆ ก็ดันไม่เดิน เฮ้อออออ คนเรานี่คือชีวิตการทำงานใช่มัยเนี่ย
Blogger มือใหม่ December 20, 2008
Posted by iampampam in Uncategorized.1 comment so far
จริง ๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากจะมาใช้ wordpress หรอกนะ ทั้ง ๆ ที่มี msn space อยู่แล้วก็ไม่ยอม up บ่อย ๆ สักที งวดนี้ก็กะว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วย wordpress กับการพยายามนั่ง up โน้นนี่ขึ้นมา เด่วมาดูกันว่าจะทำได้สักกี่น้ำ “- -
ช่วงนี้ชีวิตของเราหลายคนอาจจะไม่ค่อยรู้ว่าตอนนี้แปมมานทำอะไรอยู่ เห็นแว๊บไปแว๊บมาที่มหาลัยบ่อย ๆ ก็ต้องบอกเลยว่าตอนนี้ทำงานอยู่กับ อ.แอน แล้วก็เตรียมตัวเรื่องเรียนต่อ ซึ่ง 2 เรื่องนี้ยุ่งพอ ๆ กัน ทำให้ชีวิตเราไม่ค่อยได้มีเวลาว่าง ไม่ค่อยได้พบปะผู้คนเยอะ ๆ ทำงานก็งก ๆ เงิ่น ๆ กับการ coding บ้าง ทำ document บ้างอยู่คนเดียว มันก็ทำให้มันรู้สึกเซ็ง ๆ เฉา ๆ ไป แต่ก็โอเคอย่างน้อยก็ยังใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์ สามารถทำอะไรให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยการนั่งทำโปรเจคของกรมทางหลวง ใช้ความรู้ทางคอมที่ร่ำเรียนมาในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาระบบ แล้วก็ได้ตังค์เอามาจุนเจือค่าใช้จ่ายกับตัวเอง อ่อ อีกอย่างก็ยังดีที่ยังได้ไปเจอคนในแลป เจอพี่ ๆ น้อง ๆ ก็ทำให้ความเซ็ง ๆ ที่เกาะติดตัวมันพอจะสลายลงไปได้บ้าง แต่บางทีที่พอไปแลปแล้วพบกับความผิดหวังที่ไม่เจอใคร มันก็ยิ่งทำให้เซ็งและเหงาขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ก็เอาเถอะ เราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด อย่าได้ไปสนใจสิ่งรอบข้างมากนัก มองไปข้างหน้าแล้ววิ่งตรงไปให้ถึงจุดมุ่งหมาย ให้ถึงฝัน…
ส่วนเรื่องเรียนต่อ ก็ตอนนี้รู้สึกเหมือนกับนั่งทอยเหรียญอยู่ ชีวิตมันมืดบอดมาตั้งนานแล้ว จะติดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถึงติดไปจะเรียนอย่างมีความสุขหรือเปล่า แล้วจะชอบหรือเปล่า จบมาจะได้งานที่อยากทำอย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า ทุกอย่างมันเบลอ ๆ มึน ๆ ไปหมด บวกกับสถานะการณ์ยอดแย่ทางเศรษฐกิจของเมกาก็ทำให้ยิ่งคิดว่าถ้าจบมาแล้วจะได้งานหรือเปล่าเนี่ย.. แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ตัดสินใจไปแล้วว่า ถ้าได้มีโอกาสไปเรียนเมืองนอก ก็ตั้งใจไว้ว่าจะไปเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่นั่นสักพักแล้วค่อยกลับมาเมืองไทย และหวังใจลึก ๆ ว่าการที่ได้ไปเริ่มต้นชีวิตที่โน้นก็คงจะทำให้ความคิดความอ่านของเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น พึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และสามารถเอาประสบการณ์ ความรู้ที่ไปกอบโกยจากที่โน้นมาหาลู่ทางทำอะไรได้บ้างในเมืองไทย
สำหรับวันนี้มาบ่น ๆ ให้กับตัวเองอ่านก่อนแค่นี้แหละ แต่ก็หวังว่าจะมีใครหลุดมาอ่าน blog ลับของเราแห่งนี้